Profile
Background
Guests
Gallery
Blog
Contact

Spinnacle's Guitar Shops Story

เริ่มมาขอไม่เกริ่นอะไรเลยนะครับ เพราะไม่มีประโยชน์และเสียเวลาอ่านของท่าน

1. สมัยเริ่มเล่นดนตรีเราไปลุยซื้อกีตาร์กันที่ เวิ้งนาครเขษม (หากเขียนไม่ถูก ขออภัย) ร้านต่างๆก็คล้ายๆกับสมัยนี้นะครับ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ไปนัก เพราะมีความรู้สึกว่าของที่นี่ถึงรุ่นเดียวกันแต่คุณภาพรองบ่อนยังไงไม่ทราบ และตัวเลือกก็น้อยเหลือเกิน เราไม่ได้ดัดจริตแต่มันเรื่องจริง ที่จำได้แม่นเลยก็ตอนที่ ไปหาซื้อกีตาร์กันตอนเด็กๆ พอไปที่ร้านก็ได้แค่เพียงดูของเก่าเก็บในตู้กระจกอย่างกับดูเพชรดูพลอยอย่างนั้น เถ้าแก่ก็ไม่เต็มใจเอาของออก มาให้ดู ถ้าจะดูบางทีก็ได้แค่ดู ลองหลายตัวก็มีเซ็งกัน บางทีก็พร้อมแจ้งให้ทราบว่าราคาแพงนะก่อนเลย แล้วทำไมมึงไม่ติดราคาไว้วะ
เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่าพัฒนาไปถึงไหนแล้ว แต่เท่าที่รู้ อาทิตย์ก่อนโทรไปถามราคาเอฟเฟค ที่สาขาหนึ่งของร้านในเวิ้ง

ผม : ไม่ทราบว่าเอฟเฟค ,,,, รุ่น ,,,,มีมั้ยครับ ราคาเท่าไรครับ
ร้าน : มีค่ะ ราคายังไม่ลดสามพัน ลดแล้วสองพันห้า
ผม : ขอบคุณครับ

จากนั้นไม่ทราบทำไม ผมโทรไปอีกสาขาของร้านนั้น ซึ่งอยู่ไม่ไกลที่ทำงานผม

ผม : ไม่ทราบว่าเอฟเฟค ,,,, รุ่น ,,,,มีมั้ยครับ ราคาเท่าไรครับ
ร้าน : มีครับ สองพันสี่ครับ
ผม : ขอบคุณครับ

แล้วผมก็ไปยืนอยู่ในร้าน สาขาที่ขายถูกกว่า

ผม : มาซื้อเอฟเฟค .... รุ่น .......ครับ
ร้าน : ของหมดครับ มาใหม่พรุ่งนี้
ผม : ..............................

จากนั้นผมก็เห็นมีคนประกาศของเอฟเฟคดังกล่าว แบบมือสอง ที่ราคา สองพันเจ็ด !!!!!!

พอไปดูในอีเบย์ อ้าว สามสิบเหรียญ เลยขอเฝ้ารอให้ญาติกลับจากอเมริกา จะได้ฝากซื้อมาขายซะ

ที่เล่าให้ฟังมานี้ก็แค่จะให้เห็นว่ามันยุ่งยาก วุ่นวาย ยังไงกับการจะซื้อของพื้นๆสักตัว นี่ถ้าเป็นของเขื่องๆจะขนาดไหน

2. พอสมัยไฮสกูล อายุ 14 มีอันได้มาเยือนอเมริกาเพื่อชิมลางการมาเรียนต่อระดับม.ปลาย ได้มีโอกาสเหยียบเข่าไปที่ Guitar Center สาขาDallas ร้านเครื่องดนตรี ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ ตอนแรกนั่งรถผ่านเห็นเป็นตึกสีขาวทึบๆ ใหญ่ประมาณบีอีซีเทโรฮอลได้ ก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่ชื่อน่ะโดนใจไปเรียบร้อยแล้ว ก้าวแรกที่เข้าไปมึนไปหมด เพราะตั้งแต่ที่พื้นจรดเพดานระดับความ สูงประมาณตึกสองชั้น เต็มไปด้วยกีตาร์แขวนอยู่เต็มไปหมด ทั้งกำแพง พอตั้งสติได้แล้ว ก็กวาดตามอง รอบๆ เห็นคนมาลองกีตาร์กับแอมป์ต่างๆ เสียงดังตีกันไปหมด แล้วแต่ล่ะชิ้นที่ลองกันก็ของเจ๋งๆทั้งนั้น ที่นี่ดีอย่างพนักงานขายทุกคนรัก และเล่นดนตรีกันแบบเข้มข้น ให้คนขายลองเล่นให้ดูก็เพลินแล้ว เพราะซาวด์เป็นตะวันตกจริงๆ ไม่มีคำว่าหวงที่นี่ อยากลองตัวไหนลอง ไม่ซื้อไม่ว่า และถ้า ที่ไหน ดัน ขายถูกกว่ามาเอาเงินส่วนต่างคืนได้ ที่เด็ดที่สุดคือ มีเวลาให้สามสิบวัน ไม่พอใจมาเอาเงินคืนไปเลย (นี่ถ้าเป็นเมืองไทยคงคืนกันหมดแล้วอาศัยเปลี่ยนตัวเล่นเอา) แน่และผมก็เคยทำเลวๆแบบนั้น ที่ร้าน ขายเกม จนคนขายทักว่าทำไมเปลี่ยนบ่อยนัก เพราะฝรั่งเขาถึงเห็นแก่ตัวแต่ค่อนข้างซื่อสัตย์ ชอบ ก็จ่ายแต่ถ้าไม่ชอบเอาเรื่องถึงตาย ไม่มีแบบชอบแต่ขอเอาเปรียบร้าน จากช่องว่างของกฏเกณฑ์ นอกจากกีตาร์แล้ว เขามีแผนกกลอง คีย์บอร์ด โปรออดิโอ ครบหมด วันนั้นแล้วผมถอย Fender Stratocaster FloydRose Japan สีแดงเมทัลลิค คอ Ebony พร้อมแอมป์ Create มา ซึ่งตอนนั้นวัยนั้น กลับมาเมืองไทยก็หรูสุดในกลุ่มแล้ว รอบสองที่มาผมก็ถอย Jackson แบบทรงโคตรโหดแหลมสี่แฉกมาอีกหนึ่ง แต่ถ้าเป็นตอนนี้ก็คงอายที่จะใช้แล้ว เพราะแนวผมมันไม่โหดเอาเสียเลย

ป.ล. รูปสาขาอื่นนะครับ

3. ต่อมาได้มาเรียนจริงๆที่ New York ก็หา Guitar Center ไม่เจอ เพราะรู้สึกว่าตอน นั้นยังมาไม่ถึง หรือไม่ผมก็คงเซ่อเอง เลยมาเจอกับเครือใหญ่อีกยี่ห้อ SamAsh แต่ขนาดไม่ ใหญ่เหมือน Guitar Center Dallas มาถึงก็เปิดด้วย Valley Art สมัยนั้นยังทำที่อเมริกา ไม่ใช่ ของเกาหลีแต่อย่างใด จำได้ว่าสีน้ำเงิน ปิ๊กการ์ดดำ เสียงดีทีเดียว จากนั้นท่านแน่ ก็อยากได้เบส แต่ไม่ประทับใจบริการและของที่เมืองไทย ผมก็เลยเป็นธุระจัดหาให้ ตอนนั้นโคตรไม่สะดวก เพราะไม่มีมือถือ ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีอ่าอะไรเลย ต้องขอทางร้านโทร ทางไกลหา ซึ่งเขาก็ใจดี ให้โทร เลยได้ Fender P Bass Plus สีธรรมชาติมาหนึ่งตัว ปัจจุบันยัง ใช้เล่นบนเวทีอยู่เลย จากนั้นผมก็ค่อยๆถอยกีตาร์มาทีละตัว แต่พอเอากลับมาเมืองไทย ก๋มีคนมาขอซื้อได้ กำไรไปทุกที ช่วงนั้นก็มี PRS CE 22 สีน้ำเงินของผม และ 24 สีควับบุหรี่ของท่านแน่ Musicman Eddie VanHalen Quilt Maple Top สีน้ำเงิน Korg 01W-FD แล้วผมก็ขายหมดทุกตัว รวมทั้ง Fender ตัวแรกของผมก็ขายไปแค่ 200 เหรียญ (ห้าพับาทถ้วนในตอนนั้น) ตอนนี้ก็นึกเสียดาย เพราะทุกตัวที่กล่าวถึง ซื้อตอนนี้แพงกว่าเป็นเท่าๆตัว

4. ไปๆมาๆก็มาเรียนต่อปริญญาตรีที่บอสตัน คราวนี้โคตรมันส์เพราะท่านแน่ตามมาแจมด้วย ในสองปีหลัง ของการเรียนสี่ปี เมืองนี้ใครชอบดนตรีก็น่าจะ มีความสุข เพราะเขามีสถาบันดนตรีดีๆมากมาย รวมทั้ง สุดยอดวิทยาลัยดนตรีที่ชื่อ Berklee College of Music แหล่งผลิตโคตรพ่อแห่งวงการดนตรีหลายต่อหลาย คนทั่วโลก มี Havard Square ที่ใครๆก็พากันมาเล่นดนตรีในช่วงอากาศดี แล้วก็ เล่นดีซะด้วย ไม่ใช่เล่น ห่วยแล้วอยากเด่น เพราะที่นี่เขาไม่สนใจหากไม่สนใจ อยู่ดี (งงมั๊ยล่ะท่าน) จนป่านนี้ ผมยังเล่นไม่ดี เท่าไอ้เด็กที่มาโชว์โซโล่กีตาร์ไม่สน ใจผู้คนเมื่อสิบปีก่อนเลย ที่ชอบมากคือร้านขายซีดี ทั้งมือสองมือหนึ่ง หลายร้าน ที่มีดนตรีทุกรูปแบบให้เสฟ ประทับใจกับแผนกขายเพลงคลาสสิค ที่ใหญ่สอง เท่าของร้านซีดี แวร์เฮาส์บ้านเราทั้งร้าน กลับมาเข้าเรื่องร้านดนตรีดีกว่า ที่นี่เราก็มาเจอกับ Guitar Center อีกครั้ง คราวนี้เหมือนฟ้ามาโปรด เพราะมันดันมาตั้งอยู่ใจกลาง Boston University ซึ่งดันเป็นไอ้ที่ๆผมเรียนอยู่พอดี ตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้ายที่อบู่ที่นั่น ระหว่างรอเรียน หรือหากไม่มีอะไรทำ ผมและเพื่อนๆที่บ้าดนตรี เหมือนกันก้ต้องไปเยือนที่นี่ อย่างน้อยก็ไปหยิบแค๊ตตาล็อกแจกฟรีมายั่วน้ำลายเล่น บ่อยครั้ง ที่พวกผมไปเล่นกีตาร์อคูสติคกันในห้องอคูสติค ซึ่งทำให้เสียงดีเข้าไปอีก เป็นเหตุให้ได้ทะยอยถอยไปคนละตัวสองตัว แล้วก็พบว่าที่บ้านเสียงสู้ที่ร้านไม่ได้ เราซี้กับพนักงานขายที่ดูแลเราเหมือนเพื่อนซี้ ลองได้หมดทุกอย่าง บางคนเรียน เปียนโนก็ไปนั่งซ้อมกับคีย์บอร์ดเขา ซะเฉย ทางร้านก็คงชอบ เพราะทำให้ร้านมี ชีวิตชีวา เต็มไปด้วยเสียงเพลง จำได้ว่าที่นี่เล็กกว่าที่ Dallas มาก แต่เขาก็ยังแขวนกีตารืกันเกลื่อนจนไม่มีที่ว่างให้เห็นผนัง โซนที่ตอนนั้นไม่ค่อนสนใจคือผนังส่วน ที่แขวนกีตาร์ Vintage ตอนนั้นไม่เห็นความดีงามของมัน เวลาผ่านมาตอนนี้โคตรอยากได้ แต่ราคาเพิ่มสองเท่าบวกค่าเงินบามห่วยลงเท่าตัว บวกลบคูณหารแล้วเกือบสี่เท่าตัว แต่มันก็ผ่านไปแล้ว โชคดีอย่างที่ผมขาย Musicman รุ่นลายเซ็น Eddie VanHalen ไปตอนปีแรกที่เลิกผลิต และตอนที่เงินบาท ห่วยลงเป็น 50 กว่าบาทต่อดอลล่า ผมซื้อมาประมาณ $1500 (สามหมื่นเจ็ด)ขายได้ $1900 (เก้าหมื่นห้า) เป็นไงครับท่าน ความเฮงของผม บวกความห่วย ของรัฐบาลไทยสมัยนั้น นอกนั้นผมได้ถอย Ovation รุ่นอะไรไม่สนใจเพราะเอาไปเปลี่ยนเนื่องจากไม่ชอบจริงๆ จากนั้นก็มี Fender Strat รุ่นครบรอบกี่ปีจำไม่ได้ เพราะเอามาขายพี่ควายที่เมืองไทยได้กำไรไปอีกครั้ง Martin D1 รุ่นเริ่มต้นในสมัยนั้น นอกจากนั้นก็จะเป็นพวก อุปกรณ์อัด เชื่อหรือไม่ว่าเครื่องอัดแบบ digital เครื่องแรกของผมมากับ 1Gig Harddisk ต้องเอาไปอัพเกรดเป็น 2 Gig ซึ่งตอนนั้นเดินร่อน นึกว่าเก๋าแล้ว มาเจอสมัยนี้โหลดรูปได้ไม่กี่ใบเอง นี่ไม่ได้รวมสมัยที่ใช้ เครื่อง 8 แทร็ค อัดกับเทป นะครับ ลำบากโคตร เสียงก็แย่ ตอนนั้นถอยเอฟเฟคไปเยอะแต่ไม่เคยรู้ค่า ช่วงมีตลาดคนเคยรวย ดันเอามาขายโล๊ะถูกๆอันละไม่ถึงพัน ตอนนี้ราคานี้ไม่มี เจอล่ะครับ มิหน้าคนซื้อมันรีบจ่ายใหญ่

 

นอกจากร้าน Guitar Center ที่นี่ยังมีอีกหลายร้านเจ็งๆ แต่ที่เราไปบ่อยคือ Mr.Music ร้านนี้มีกีตาร์มือสองด้วย ของน้อยกว่าแต่ของเจ๋งๆเพียบ ท่านแน่ได้ Fender ครบรอบห้าสิบปีมา หลังจากนั้นเขาก็ทำหล่นกลางถนน เหตุเพราะลืมรูดซิบกระเป๋า พอกลับเมืองไทยก็เอามาแลก ใครได้ไปก็โชคดี เพราะเสียงดีแถม เป็นกีตาร์ที่ผ่านอะไรมาเยอะ ทั้งตากหิมะ ตากแดด จนไม้ให้เสียงได้สะท้านทรวง ส่วนผมได้ Gibson LesPaul Standard Cherry Apple Cander Red มา ซึ่งแน่นอน ผมขายไปอีกตามสูตร สมัยปลายๆ กีตาร์ซินเริ่มเข้ามา ผมก็เลยล่อกีตาร์ Jackson ตัวหนึ่งมาเพื่อใช้ติด pickup ซินธีไซเซอร์ ซึ่งรู้สึกว่าขายไปโคตรถูก ตอนก่อนจะกลับ

ตอนปลายปี 97 ผมดันสอบเข้า Berklee ได้ ก็ว่าจะเรียน แต่ไปๆมาๆ ผีอะไรสิงไม่แน่ใจ ผมก็ทิ้งท่านแน่ไว้ที่นั่นแล้วกลับเมืองไทยดีกว่า เดาว่าคง เบื่อที่จะเรียนแล้ว เพราะมันก็ไม่ใช่ปริญญาโท แต่เป็นประมาณตรีอีกใบ แล้วตอนนั้นก็จะได้มาฝึกงานเป็นผู้ช่วย ซาวด์เอ็นจิเนียร์ที่ค่ายอินดี้ชื่อดังอยู่ เลยตัดช่องน้อยเก็บกระเป๋ากลับ บ้านเรา (โคตรคิดผิดจริงๆ เพราะไม่งั้น Spinnacle คงคลอดไปแล้ว เมื่อหลายปีที่แล้ว ไม่ต้องมาสะดุดชีวิตอะไร) ก่อนกลับเห็นมี กีตาร์ใหม่ รูปร่างแปลกตานามว่า Park Nite Fly ซึ่งเป็น รุ่นห่วยสุดของ Parker สมัยนั้น (แต่สมัยนี้มันไม่ธรรมดา) ผมก็เลบถอยมา พร้อยชุด multi effect ของ digitech หนึ่งชุด แค่นั้น นี่เป็นสิ่งผิดพลาดครั้งใหญ่ของผม เพราะผมน่าจะ เตรียมอุปกรณ์ดนตรีที่จำเป็นกลับมาให้หมด ทุกวันนี้ยังต้องไปใช้ของท่านแน่อยู่เลย ส่วนกีตาร์ก็ไม่มีทีเด็ดเหลืออยู่เลย แต่พูดตามตรงแล้ว Nite Fly เล่นแนว Spinnacle ได้เข้าท่าดีเหมือนกัน แต่ที่ใช้อัดดันเป็น Tom Anderson ของท่านแน่ซะนี่

ใน Mr.Music

4. กลับสู่อ้อมกอดของแผ่นดินเกิด ที่ๆกีตาร์สีขาวกลายเป็นสีครีมได้เอง ที่ๆลูกบิด ปิ๊กอัพ และโลหะต่างๆหม่นหมองแม้เก็บดี ที่ๆสายกีตาร์ชอบขึ้นสนิมเมื่อเผลอ ที่ๆของโคตรด้อยกว่าแต่ราคาโหด และที่สำคัญห้ามลอง นั่นอาจจะเป็นมุมมองที่งี่เง่าไปหน่อย เพราะก็ยังมีร้านดีๆอยู่บ้างเช่น มิวชั่นคอลเลคสิค (ไปคิดเอาเอง) ที่นี่ดี เพราะหลายปีก่อน ผมทำ tremelo bar ของ parker หาย มาถามที่นี่ก็ไม่มีอาหลั่ย พี่คนขายมองซ้ายมองขวา แล้วก็ถอดเอาไอ้อันที่เสียบอยู่ กับ parker รุ่นที่ดีกว่าผมมาให้ลองเสียบดู พอดีเข้าได้พอดี เลยสอยมานอกระบบในราคาถูกตกใจ ขอบคุณมากครับพี่ ของร้านนี้มีหลายอย่าง แต่สินค้าดันไม่ค่อยเร้าใจ น่าจะถูกใจคนเพิ่งเริ่มเล่น หลังๆแม้มีของท่าทางจะดีเข้ามาบ้างแต่ก็ไม่น่าสนใจ เพราะแต่ละร้านก็ขาย brand ของตัวเอง ซื้อไม่มันลองตัวๆไม่ได้ และบางร้านก็เหมือนเคย คือ ใส่ตู้ล็อคไว้อย่างดี คนขายงงกับเรื่องดนตรี ไม่ค่อยอยากไขรูกุญแจให้ เพราะต้องซื้อเท่านั้นถึงจะได้ลอง บรรยากาศก็อย่างกะจะ ไปขอเขากินอย่างงั้น แต่ถ้าไปกับท่านแน่จะโอเคเพราะเขาพาลูกศิษย์ไปอุดหนุนจนเป็นพระเจ้าไปแล้ว อยากขอวิจารณ์เกี่ยวกับของที่นี่ ว่าราคาก็แสนแพงจนรุ่นที่เขาผลิตออกมากะจะให้ เป็นรุ่นธรรมดากลายเป็นของเจ๋งของที่นี่ไป แต่การนำเสนอ และร้านที่ขายของดีๆ เช่น PRS นั้นจัดร้านได้และวางของสกัดดาวรุ่งมาก เพราะถ้าไม่จำเป็นเราคงไม่อยากเข้าไปข้างในแน่นอน ส่วนเรื่องลายไม้ของกีตาร์ที่ส่งมาขายที่บ้านเรา นั้นลืมได้เลยเรื่องความป๋า เพราะของที่ส่งมาละแวกเรา มันก็ของเหลือแล้วนั่นเอง (นี่ฟังมาจากผู้รู้อีกที นะครับ อาจไม่เป็นจริง แต่ผมว่าน่า จะจริง) อย่าง Parker ผมเทียบกับรุ่นเดียวกันที่ขายอยู่ที่นี่แล้ว มันคนบะเรื่อง ทั้งวัสดุต่างๆ ทำไมมันต่างจัง

5. แล้วก็มาถึงยุค Internet ที่เราจะหาอะไรก็ง่ายแค่ปลายนิ้ว แตาหาเจอแล้ว ซื้อแล้ว จะส่งมายังไงก็ตัวใครตัวมันนะครับ แหล่งเครื่องดนตรีสมัยนี้ของเราคือ GuitarThai.com เว็ปไทยที่มีให้โพสซื้อขายกันเอง เรามักจะได้ของยุคเก่าๆ หลงมาขานกันที่นี่เสมอ ท่านแน่ก็ได้รู้จักเพื่อนนักดนตรีไปหลายท่านจากที่นี่ ส่วนผมขายกีตาร์ปี 1965 ให้กับน้องผู้โชคดีคนหนึ่งไปไม่นานมานี้ เขาจะรู้ไหมว่า นั่นคือประวัติศาสตร์เลยนะเนี่ย ขายไปแล้วยังนึกถึง แต่ถ้ามาขายคืน ขอครึ่งราคา นะครับน้องเพราะไม่อยากได้ hollow body แล้วอีกที่ก็ Ebay แหล่งประมูลสุดระทึกสองตลบ ตลบแรกคือเราจะประมูล ชนะหรือไม่ ตลบหลังคือของแม่นจะเจ้งหรือเจ๋ง รู้อีกทีก็ตอนส่งมาถึงแล้ว เท่าที่ผ่านมาผมสั่งอะไรมาก็เหมือนที่คิดหมด มีแต่ของท่านแน่ที่มีเจ๊ง มาบ้าง ก็ต้องขนไปซ่อมกันต่อ ขานั้นเขาสั่งแม้แต่ชุดเครื่องเสียงยุค 60's เปิดมาลำโพงงี้แตกพร่าเลย แต่คงไว้ซึ่งความขลัง ข้อมูล ก่อนซื้อ ไม่ว่าจะเป็น กีตาร์ เอฟเฟค อุปกรณ์ต่าง หาได้จาก Harmony Central เขาจะมีวิจารณ์ และRating จาก user จริงๆเลย มีการทำสรุปเอาไว้ให้ดูว่าของห่วยหรือดีประมาณไหน นี่แค่สามเว็ปไซท์ คุณก็ทำได้มากกว่าที่ เราพยายามทำกันมาตลอดในอดีต มีทั้งข้อมูล ทั้งที่ขายไทยและเทศ และหากอยากดูของแปลกๆเจ๋งๆเพิ่มก็นี่เลย

Ed Roman ร้านขายกีตาร์ที่มีของโคตรเยอะ และเขายังทำ Custom Made ของตัวเองขายด้วย เจ้าของ (ค่อนข้างขี้คุย) บอกว่ากีตาร์ที่เขาทำเจ๋งกว่ายี่ห้อดังๆหมด แต่สืบไปสืบมา ผมก็ได้ข่าวว่าคุยมั่วนี่หว่า ยังไงก็ตามเว็ปไซท์ของเฮียเขามีดี ให้ความรู้เรื่องไม้ เรื่องกีตาร์ และมีข้อมูล รูปภาพกีตาร์เพียบ รุ่นแปลกๆทั้งนั้น

Rudy's Music เราไป New York ทีไร ก็มาแวะร้านเก่าแก่นี้ทุกที ของที่ขายโคตรตั๊กม้อ แจ๋วจริงๆ ไม่เชื่อก็ไปดูเอาเอง ถ้าว่าไม่เจ๋ง ก็แปลว่าคุณโคตรบรรลุความเจ๋ง จะขอไปเยี่ยมบ้านเพื่อศึกษาเครื่องมือท่านต่อไป มี Custom Made เยอะ แล้วที่นี่ก็ทำ Custom ของเขาเองปีละไม่มากด้วย เอฟเฟคแปลกๆก็มีมาก

Manny's Music นี่ก็สุดโคตรอีกที่ แต่ตอนนี้เว็ปเขาปรับปรุงอยู่ ยังไงลองหมั่นเข้าไปเช็คดู เพราะของเขาไม่ธรรมดาอีกแล้วครับ

6. สุดท้ายก็คงจะเป็น Tom Lee Music ร้านดนตรียักษ์ใหญ่ของฮ่องกง แต่ดันมีร้านที่ใหญ่กว่าที่ Canada หลายคนไปถอยของกันที่นั่น เหตุเพราะราคาถูกกว่า ของมีมากกว่า คนขายสไตล์อเมริกัน (ลองได้เลย) คุณภาพน่าจะสู้ซื้อที่เมกาไม่ได้ แต่เท่าที่เห็นดีกว่าบ้านเรา ผมสอยไปแล้วหนึ่ง Gibson LesPaul Std Plus Double Cutaway สีแดง ราคาถูกกว่าบ้านเรามากกว่าครึ่งหนึ่ง ตอนนั้นซื้อช่วง Christmas เขาลดกันจริงๆ แล้วพอดีมีรอย(โคตรเล็ก) เลยขอเขาลดอีก เขาก็ดันลดให้ กลับมาดูที่เวิ้ง พี่ท่านที่ร้านกิ๊ปสัน บอกด้วยท่าทีมึงไม่ซื้อหรอกว่า แปดหมื่น แต่รอสั่งสามเดือน !!! ลาก่อนพี่ ตอนนี้ตัวแทนในไทยเปลี่ยนมือ ได้ข่าวว่ามีราคาใหม่ แต่ของอยู่ในตู้ล็อคชัวร์